เมาริซิโอ ซาร์รี่

เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ เชลซี กับ บทเรียน ราคาแพง เกม พ่าย สเปอร์ 3-1

เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ เชลซี คงต้องจดจำวันนี้ไปอีกนาน หลัง เกม พ่าย สเปอร์ 3-1 แพ้หมดรูป นับว่านี้คงเป็น บทเรียน ราคาแพง ที่ต้องนำไปปรับรูปแบบ การเล่นใหม่ เพราะเพียง 30 นาทีแรก ก็โดนเต็มๆ 3-0


บทเรียน ราคาแพง ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ เชลซี

มาจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน สุดท้าย เชลซี ก็เสียสถิติเป็นทีมใน 5 ลีกดังยุโรปทีมสุดท้าย ที่พ่ายแพ้เป็นเกมแรกของฤดูกาล หลังจากบุกไปพ่าย ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-3 ที่เวมบลี่ย์

จริงอยู่ว่าการไปแพ้ให้กับ “ไก่เดือยทอง” มันไม่ได้เป็นเรื่องแปลก แต่การแพ้หนักถึง 1-3 แบบที่ถูกนำ 0-3 แถมรูปเกมในช่วงชั่วโมงแรก ก็ตกเป็นของเจ้าบ้านแบบเบ็ดเสร็จ

จริงอยู่ว่าการครองบอลของ เชลซี แทบจะถือบอลอยู่ฝ่ายเดียวตลอดทั้งเกม แต่การเล่นของพวกเขามันเป็นการคาดคะเนของทาง สเปอร์ส แทบจะทั้งหมด

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มีตัวเจ็บอยู่ในรายชื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ดาวิซอน ซานเชซ, เคียแรน ทริปเปียร์, แดนนี่ โรส และ มุสซ่า เด็มเบเล่ ข่าวดีหน่อยคือได้ แยน แฟร์ต็องเก้น กลับมา แต่ก็ยังไม่ฟิตพอที่จะได้ออกสตาร์ท


เกม พ่าย สเปอร์ 3-1 ที่ ซาร์รี่ ไม่มีวันลืม

ก่อนเริ่มเกมเห็นระบบที่วางออกมา พร้อมกับ 11 ผู้เล่นตัวจริง ผมยังคิดว่า เชลซี มีโอกาสอยู่เลย “เอล โปโช่” วางระบบ 4-4-2 ไดม่อนด์ หรือ 4-3-1-2 คู่เซ็นเตอร์ส่ง ฮวน ฟอยธ์ ลงเป็นตัวจริงอย่างต่อเนื่อง เพราะ แฟร์ต็องเก้น ไม่พร้อม แบ็ก 2 ฝั่งก็ใช้เท่าที่มีคือ เบน เดวิส กับ แซร์จ ออริเยร์ ลงเล่น

บทเรียน ราคาแพง ของ เมาริซิโอ ซาร์รี่

กองกลางหลังไม่มี เด็มเบเล่ จับเอา มุสซ่า ซิสโซโก้ ลงเล่นร่วมกับ เอริค ดายเออร์ และ คริสเตียน อิริคเซ่น หน้าต่ำเป็น เดเล่ อัลลี คู่หน้า ซน เฮือง มิน กับ แฮร์รี่ เคน

เห็นตัวแล้วต้องบอกค่อนข้างขี้เหร่ มีทั้ง ฟอยธ์, ออริเยร์, ซิสโซโก้ ผมนั่งดูอยู่ที่บ้าน คิดในใจตลอดว่า เชลซี จะยิงได้เมื่อไหร่ เพราะตัวฝั่งผู้มาเยือนเต็มมากๆ

11 ผู้เล่นตัวจริงของ เมาริซิโอ ซาร์รี่ ไม่เปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ โดยกองกลางใช้ มาเตโอ โควาซิช ที่ก็ได้ออกสตาร์ทตัวจริงในช่วงหนึ่ง ที่เหลือก็เหมือนเดิม เอแด็น อาซาร์, วิลเลี่ยน และ อัลบาโร โมราต้า พร้อมล่าตาข่าย จอร์จินโญ่ กับ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ก็ยังอยู่ กองหลังก็เซ็ตเดิม เซซาร์ อัสปิลิกวยต้า, มาร์กอส อลอนโซ่, อันโตนิโอ รูดิเกอร์ และ ดาวิด ลุยซ์

แต่เริ่มมายังไม่ทันเหงื่อออก เจ้าบ้านได้ประตูขึ้นนำ 1-0 !!!!


ไก่เดือยทอง VS สิงห์บูล

หลังจากนั้นอีกแป๊ปเดียว ก็โดนไป 2-0 ซึ่งเกมจริงๆ มันกลายเป็นเริ่ม ณ ตอนนั้น ในนาทีที่ 16 ด้วยแฮนดิแคปที่กลายเป็น เชลซี ตามหลัง 2 ลูก และมีเวลาอีกเกือบทั้งเกมให้ตามตีเสมอ

ต้องชื่นชม โปเช็ตติโน่ แบบที่อยากจะ สแตนดิ้ง โอเวชั่น ให้เลย เพราะด้วยตัวที่มี แต่เขากลับปรับระบบ และนักเตะให้กลมกลืนกันอย่างลงตัว แถมยังทำการบ้านมาดีอีกต่างหาก

จุดแรกที่ “ไก่เดือยทอง” ทำสำเร็จในเกมนี้ และกลายเป็นผลงานมาสเตอร์พีซ คือการหยุด จอร์จินโญ่ ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเกม

แข้งลูกหม้อของ ซาร์รี่ ตั้งแต่สมัยอยู่ นาโปลี คือบุคลากรสำคัญอีกหนึ่งคนของ เชลซี ยุคนี้ เพราะเขาคือคนเปิดเกมรุก แต่ละเพลย์ที่พวกเขาเริ่ม มันมาจากการออกบอลของ จอร์จินโญ่ เป็นส่วนสำคัญ

ไม่ว่าจะเป็นการส่งสั้น, ยาว โดยเฉพาะลูกถนัด หรือเรียกว่าท่าไม้ตาย คือการตักบอลข้ามแผงกองหลัง ไปให้กับปีกหรือกองหน้า เวลาโดนประกบโซน

มุสซ่า ซิสโซโก้

แต่ในเกมนี้เขาไม่สามารถต่อบอลได้ดั่งใจ ก่อนหน้านี้ 12 เกม แข้งทีมชาติอิตาลี มีค่าเฉลี่ยการจ่ายบอลอยู่ราวๆ 96 ครั้งต่อเกม แต่มาเกมนี้ เหลือเพียง 52 ครั้ง สถิติหล่นลงมาเกือบครึ่ง

ซึ่งสาเหตุที่ ท็อตแน่ม ทำได้แบบนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องมาจากการใช้งาน มุสซ่า ซิสโซโก้ ในเกมนี้

ซิสโซโก้ คือมิดฟิลด์ตัวรับ ลงคู่กับ ดายเออร์ ยืนปักหลักคอยตั๊นคู่แข่ง โดยมี อิริคเซ่น เป็นตัวซ้อน บวกกับความแสบของ อัลลี หมอนี่คือตัวรุก ที่เล่นเกมรับได้ดีพอตัว

ในขณะที่ กองเต้ และ โควาซิช แทบจะถูกตัดออกจากเกม เพราะทั้งสองคนไม่ได้เป็นตัวเปิดบอลบุก ทุกๆ คนพุ่งเป้ามาที่ จอร์จินโญ่ งานก็เลยไปตกอยู่กับเขา โดนรุมกินโต๊ะเป็นประจำ

สเปอร์ส วิ่งกันอย่างกับพักมาประมาณหนึ่งเดือนเต็มๆ ทั้งๆ ที่ทีมชุดนี้ ติดทีมชาติกันแทบจะทุกตัว แถมลงเล่นกันมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นเดือนแทบไม่ได้พักเลย

พวกเขาไล่บี้กองกลาง 3 คนของ เชลซี ทำให้ไม่ว่าจะเปลี่ยนแกน ไปเริ่มการออกบอลที่ โควาซิช หรือ กองเต้ ก็แทบจะไม่ต่าง กดดันให้ออกริมเส้นอย่างเดียว

ทำให้ เชลซี ก็ต้องเล่นตามหมากที่คู่แข่งวางมาให้ คือการออกริมเส้นใช้ อาซาร์ และ วิลเลี่ยน เป็นตัวทำเกมแทน โดยให้แบ็กทั้ง 2 ฝั่ง โอเวอร์แลป หรือเติมสูงขึ้นมาช่วย

แต่ด้วยความที่มันเป็นแผนของ โปเช็ตติโน่ เอง เขาก็วางหมากนี้เอาไว้แล้วเช่นกัน เพราะทั้งซ้ายขวา พวกเขายังมี ออริเย่ร์ กับ เดวิส ที่เล่นเกมรับได้ดีกว่า ทริปเปียร์ และ โรส

ข้างหน้า โมราต้า ว้าเหว่ อยู่คนเดียวโดยมี ฟอยธ์ ใช้ความสดไล่ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ ประคอง สุดท้ายบอลตัน ก็ต้องวกกลับมาหา จอร์จินโญ่ แล้วก็โดนบีบโดยกองกลาง 4 คน วนลูปกันไปแบบนี้ ก่อนที่จะเสียบอล

และไม้ตายในเกมนี้ของ โปเช็ตติโน่ ก็คือปีกโอปป้า ที่อยู่ในช่องว่างด้านซ้ายบ้าง ขวาบ้าง ในช่วงที่แบ็กเติมสูง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางฝั่งซ้ายที่ มาร์กอส อลอนโซ่ เติมขึ้นไปนั่นแหละ

แท็กติก ของ โปเช็ตติโน่

ลูกที่ 3 “ตี๋ซน” รออยู่ริมเส้น พอบอลมาถึง คนที่เข้ามาประกบเป็น จอร์จินโญ่ แน่นอนว่าจะมาวิ่งแข่งกัน มันแทบจะเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ตัวซ้อนเป็น ดาวิด ลุยซ์ ยิงตายเข้าไปใหญ่ สุดท้ายตามคาด โดนพาทัวร์จนเป็นประตูทำเกมจบ

เกม พ่าย สเปอร์ 3-1 ที่ ซาร์รี่ ไม่มีวันลืม

สิ่งที่ผมพูดขั้นต้น มันเป็นเพียงแค่ความยอดเยี่ยมของ ท็อตแน่ม และการวางแท็กติกของ โปเช็ตติโน่ นะ เพราะเรื่องราวเหล่านี้ มันเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาได้ประตูขึ้นนำ


ประตู ที่ 2 ความผิดพลาด ของ ทัพ สิงห์บูล ล้วนๆ

ส่วน 2 เม็ดที่เสียไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องสืบเลย มันมาจากความผิดพลาดของ เชลซี ล้วนๆ

คนแรกที่ควรตำหนิคือ เกป้า ที่ไม่สามารถเซฟลูกโหม่งของ อัลลี ได้ หลายๆ คนอาจจะมองว่ามันก็ไม่ใช่ว่าจะเซฟกันได้ง่าย ก็จริงครับ แต่ผมมองว่า ในเมื่อคุณเป็นผู้รักษาประตูจากทีมชั้นนำ ลูกแบบนี้แหละ ที่ควรจะต้องเซฟให้ได้อย่างสวยงาม

เปรียบเทียบถ้าเป็น ดาบิด เด เคอา, อลิสซง, มานูเอล นอยเออร์ หรือแม้แต่ ปีเตอร์ เช็ค ในช่วงที่พีคกับ เชลซี ต้องเซฟลูกนี้ได้แน่นอน

ส่วนลูกที่ 2 เองก็เช่นกัน เขาเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้ตัวเองขาตายแบบนั้น ผมเชื่อว่าลูกยิงของ เคน เขามองเห็น ซึ่งมันไม่มีอะไรเลย เพียงแค่ไปยืนขาตายเพราะคิดว่า ลุยซ์ จะบล็อก ผู้รักษาประตูจะคิดแบบนั้นไม่ได้ เขาต้องมองไปที่บอล จะไปหวังเอาดาบหน้ามันไม่ใช่

ที่สำคัญลูกที่ เคน ยิง มันเบามาก วิ่งไปเอาขาเตะยังทันเลย

หลายๆ คนอาจจะเริ่มด่าผมแล้วว่าอคติกับ เกป้า ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ เพราะลูกที่ 2 ตัวที่ผิดเต็มๆ คือพี่หัวหยอย ดาวิด ลุยซ์ นั่นแหละ ที่เอี้ยวตัวหลบ ประหนึ่งเต้นท่าเกรงใจของ แรปเตอร์


ความผิดพลาด ของ  ซาร์รี่ กุนซือ เชลซี

นับเป็นความผิดพลาด และถือเป็นบทเรียนอีกหนึ่งบทของ ซาร์รี่ ในเวที พรีเมียร์ลีก เขาได้พบกับ โปเช็ตติโน่ เป็นหนแรก ซึ่งเป็นพวกชอบแก้เกมเหมือนกับ อูไน เอเมรี่ เราจะเห็นกันได้หลายครั้ง ที่เขาเองก็ตัดสินใจผิด อย่างในนัดที่แพ้ อินเตอร์ มิลาน 1-2 กับเรื่องการเปลี่ยนตัว

แต่การวางหมากหนนี้มันได้ผล แถม ซาร์รี่ เองก็ไม่ได้เตรียมอะไรมาแก้เกมเลย ทุกอย่างมาเหมือนกับที่คู่แข่งนั่งดูวีดีโอตั้งแต่สัปดาห์ก่อนที่มีคิวทีมชาติ ผมยังคิดด้วยซ้ำว่า “โปโช่” อาจจะถึงขั้นมองออกด้วยซ้ำว่า เชลซี จะใช้ 11 ผู้เล่นตัวจริงเป็นใครบ้าง

ถ้าเป็นในเวที กัลโช่ เซเรีย อา สมัยที่เขาคุม นาโปลี เกมแบบนี้ยังอาจจะพอเอาตัวรอดไปได้ เหมือนเวลาพบกับ เอซี มิลาน, อินเตอร์, ลาซิโอ, อตาลันต้า, หรือ โรม่า โดยใช้ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า

แต่ พรีเมียร์ลีก มันไม่ได้เป็นแบบนั้น ขุมกำลัง สเปอร์ส ไม่ได้ด้อยไปกว่า เชลซี ฉะนั้นโอกาสเพลี่ยงพล้ำมันเกิดขึ้นได้

ถือเป็นการเตือนครั้งที่หนึ่ง โดย พรีเมียร์ลีก ตัวแทนก็คือ โปเช็ตติโน่ และ ท็อตแน่ม ว่าถ้าไม่เตรียมรับมือมาอย่างดี ก็อาจจะโดนแบบนี้ได้อีก


ว่าแล้วก็ขอต้อนรับ เมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือ เชลซี เข้าสู่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ บทเรียน ราคาแพง สำหรับ เกม พ่าย สเปอร์ 3-1 นี้คงจะ ช่วยเป็นแรงกระตุ้นให้แก่เขาได้ดีทีเดียว !!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*